สเต็มเซลล์กับความงาม?

Last updated: 2021-06-12  |  493 จำนวนผู้เข้าชม  | 

สเต็มเซลล์กับความงาม?

สเต็มเซลล์กับความงาม

            การนำ stem cell มาใช้ในการเสริมความงามเพื่อรักษาผิวพรรณ โดยใช้ในรูปแบบการฉีด ซึ่ง stem cell ส่วนที่นำมาใช้เพื่อความงามนั้นจะเป็น stem cell จากสายสะดือเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากร่างกายของคนเราจะผลิต stem cell ได้ในปริมาณที่น้อยในการที่จะนำ stem cell มาใช้นั้นจะต้องมีการกระตุ้นให้เกิดเซลล์จำนวนมากขึ้นโดยการนำ stem cell ไปทำการเพาะเลี้ยงให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

 สเต็มเซลล์ (Stem Cell)  คืออะไร?

            สเต็มเซลล์ที่ใช้ในด้านความงาม หากนำสเต็มเซลล์ (stem cell) มาฉีดเข้าสู่ใบหน้า สามารถนำไปซ่อมแซมเซลล์ผิวให้ดีขึ้นได้ โดยสามารถชะลอวัย เพราะความแก่เกิดจากปัจจัยหลักคือ เซลล์ถูกทำลายมากกว่าการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้ความสมดุลภายในเริ่มเสีย รวมทั้งการแสดงออกทางผิวหนังและริ้วรอยต่างๆ จึงได้มีการพัฒนา สเต็มเซลล์ขึ้นมาในรูปแบบต่างๆ เพื่อใช้ในการฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ ให้ผิวกลับมาดูเปล่งปลั่ง สดใส เป็นหนุ่มเป็นสาวอีกครั้ง การทำออกมาในรูปแบบยาฉีด ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการรักษาที่สูงกว่า  



            สเต็มเซลล์จะทำหน้าที่

  • ลดริ้วรอยและรักษารอยแผล ทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง ดูอ่อนเยาว์อย่างชัดเจน
  • ซ่อมแซมและฟื้นฟูผิวที่เสื่อมสภาพ เช่น ซ่อมแซมเซลล์ผิว
  • เพิ่มความแข็งแรงให้กับผิวหนังชั้นหนังแท้ (dermis)
  • เพิ่มเซลล์ Fibroblasts ซึ่งเป็นเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตคอลลาเจนและอิลาสติน ให้กับผิวหนัง
  • กระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ
  • กระตุ้นการทำงานของ growth factor และ cytokines ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

 

มีเซนไคมอลสเต็มเซลล์ ( MSCs ) คืออะไร?

           มีเซนไคมอลสเต็มเซลล์ (Mesenchymal stem cells – MSC) เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่มีคุณสมบัติ เปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ต่างๆ และยังสามารถนำไปใช้กับผู้อื่นได้โดยไม่เกิดการต่อต้านของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของผู้รับ เรียกว่า Universal donor ดังนั้นจึงนำมาใช้ในการรักษาเซลล์บำบัด (Cell Therapy) อย่างกว้างขวาง 

            มีคุณสมบัติเป็นเซลล์ต้นกำเนิดในการสร้าง Connective Tissue ช่วยสร้างเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน รวมถึงการสร้างหลอดเลือดและเนื้อเยื่อไขมัน กระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนเลือดทำให้ผิว ได้รับสารอาหารมากขึ้น ผิวจึงมีความยืดหยุ่น มีน้ำมีนวล เปล่งประกาย

            คุณสมบัติของ MSCs สเต็มเซลล์
• แบ่งตัวเพิ่มจำนวน เพื่อทดแทนเซลล์ที่หมดสภาพ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
• แบ่งตัวแล้วยังคงรักษาคุณสมบัติเดิมได้
• เปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ชนิดอื่นได้ โดยเฉพาะเซลล์ที่เกิดการบาดเจ็บ อักเสบ


            แต่เนื่องจากการรักษาแบบเซลล์บำบัดจัดเป็นศาสตร์ของแพทย์ทางเลือก ทำให้การศึกษาวิจัยมีอยู่จำกัด เช่นเดียวกับการฝังเข็มของจีน ที่ถึงแม้จะเป็นศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลก แต่ก็ไม่มีงานวิจัยทางคลินิกเกิดขึ้นมากนักความสำเร็จของศาสตร์ทางแพทย์ทางเลือก มักจะเกิดจากการที่ผู้ที่ได้รับการรักษาเกิดความประทับใจและบอกต่อ ส่งผลให้ศาสตร์ดังกล่าวอยู่สืบเนื่องต่อมาเป็นเวลายาวนาน เช่นการใช้เซลล์บำบัดที่เรียกว่า Live Cell Therapy ที่ได้ปฏิบัติมาในกลุ่มประเทศยุโรปกว่า 90 ปี จนถึงปัจจุบัน

 

            ตำแหน่งฉีดสเต็มเซลล์

1. ฉีดเข้าผิวหน้าโดยตรง
เพื่อลดริ้วรอย, ร่องลึกต่างๆ ช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึงเรียบเนียน รูขุมขนกระชับ ผิวกระจ่างใส เปล่งปลั่งมีออร่าอย่างเห็นได้ชัด เช่น หน้า คอ ร่องแก้มร่องใต้ตา หน้าผาก แก้ม เป็นต้น
จำนวนเซลล์เริ่มต้น 5 ล้านเซลล์ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าและการประเมินของแพทย์

2. ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ
เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างเซลล์ผิวพรรณให้กระชับ เต่งตึงปรับสมดุลผิวเพื่อความขาวกระจ่างใส เปล่งเปลั่ง แข็งแรงอ่อนเยาว์ มีน้ำมีนวล ลบริ้วรอย ผิวพรรณเรียบเนียนทั่วเรือนร่าง และยังสามารถป้องกันผื่นแพ้ต่างๆ
จำนวนเซลล์เริ่มต้น 15-20 ล้านเซลล์ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการประเมินของแพทย์


             สเต็มเซลล์ไม่ใช่ยา สำหรับคนที่มองว่าการใช้เซลล์บำบัดเป็นเสมือนยารักษาโรคก็อยากจะขอให้คิดและมองในมุมใหม่ เพราะข้อแตกต่างจากการใช้ยาซึ่งจะออกฤทธิ์เพียงหนึ่งอย่างการใช้เซลล์มาช่วยในการรักษาโรคเปรียบเสมือนการส่งแพทย์ตัวเล็กๆเข้าไปในร่างกายและการออกฤทธิ์จะแตกต่างกันไปตามแต่สภาวะของโรคนั้น ๆ ไม่เพียงแต่เท่านั้น ในการบริหารยา เราจะต้องรอให้ผู้ป่วยเป็นโรคก่อน เพื่อป้องกันผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาแต่การใช้เซลล์บำบัดในศาสตร์ของเวชศาสตร์ชะลอวัย และฟื้นฟูสุขภาพ สามารถทำได้ เพราะการใช้เซลล์บำบัด หากทำอย่างถูกหลักแล้ว ไม่พบว่ามีผลแทรกซ้อนที่รุนแรงเลย

            อย่างไรก็ตาม การรักษาโรคด้วยวิธีเซลล์บำบัด เช่นเดียวกับการใช้ยา ก็คือ มีทั้งคนที่ได้ผล และคนที่ไม่ได้ผล และผลที่ได้รับก็อาจไม่ถาวรเพราะผลการรักษานั้นด้วยวิธีเซลล์บำบัดขึ้นอยู่กับสภาวะของผู้ป่วยในขณะที่เข้ารับการรักษาเพราะหากเรารอจนร่างกายเสื่อมสภาพ แล้วค่อยมารักษา ผลการรักษาก็ย่อมไม่ดีในศาสตร์ของเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ จึงมีการนำสเต็มเซลล์มาใช้ใน
คนที่ยังไม่ได้เป็นโรครุนแรง ก็เพื่อให้เซลล์เหล่านั้น เข้าไปซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ต่างๆในร่างกายที่เริ่มเสื่อมสภาพ

 

  

 

     Cell Smash lift ย้อนวัยระดับเซลล์

            ผสานเทคโนโลยีเลเซอร์กระตุ้นผิว กับการผลักสเต็มเซลล์ใหม่ เข้าไปซ่อมเซลล์ผิวเก่า ช่วยคืนความกระชับ เต่งตึงให้ผิว มากกว่าเดิม ที่สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ใน 3 วันแรก และเห็นผลชัดเจนใน 7 วัน

Step 1 ปรึกษาแพทย์ ขั้นตอนแรกคนไข้ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์ โดยให้เห็นสภาพปัญหาผิวพรรณจริง เพื่อวิเคราะห์ปัญหาด้านผิวพรรณในเชิงลึกเพื่อกำหนดจำนวนเซลล์ (หน่วย: ล้านเซลล์) ที่จะใช้สำหรับแต่ละบุคคลนั้น เพราะจะขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละบุคคลโดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาการรักษา (ไม่มีค่าใช้จ่ายในการประเมินวินิจฉัยการรักษา) อาจเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาโดยใช้การรักษาแบบอื่นร่วมด้วย

Step 2 สั่งจองสเต็มเซลล์สดใหม่ ใช้เวลาสั่งจองล่วงหน้าไม่เกิน 7 วัน สเต็มเซลล์ที่ถูกเลี้ยงในภาวะที่เหมาะสม จะถูกทางแลปคัดเลือกสเต็มเซลล์แบบสดใหม่ และเป็นเซลล์ที่มีชีวิต (Live Stem Cell)

Step 3 เข้ารับการรักษา แปะยาชา 45 นาที และเปิดผิวด้วย Nano Electrical IMA ทำให้ผิวเกิดการบาดเจ็บเล็กน้อย เพื่อเป็นตัวล่อให้สเต็มเซลล์ใหม่ เข้าไปซ่อมเซลล์ผิวเก่า

Step 4 ฉีดสเต็มเซลล์ ทั่วใบหน้า ใช้เวลาเพียง 30 นาที


           การฉีดสเต็มเซลล์ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป และมีสภาพผิวที่อ่อนแอ ผ่านการทำทรีตเมนต์ หรือการรักษามาหลายอย่างแล้วไม่ได้ผล ผลของ Stem Cell จะเข้าไปฟื้นฟูผิวลงลึกถึงระดับเซลล์ (Cellular Level) ทำให้ผิวแข็งแรง ทำให้ตอบสนองต่อการรักษาต่างๆ ได้ดีขึ้น

           นอกจากนั้นการฉีดสเต็มเซลล์ เหมาะกับผู้ที่ต้องการเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการยกกระชับ ด้วยเทคโนโลยีอัลเทอร่า หรือเทอร์มาจ เมื่อผิวถูกเตรียมพร้อม ผิวแข็งแรงถึงระดับเซลล์ จะช่วยเสริมประสิทธิภาพ ให้การยยกระชับผิวมีประสิทธิภาพสูงสุด

  • คืนความกระชับ เต่งตึงให้ผิว
  • ฟื้นฟูผิวให้เนียนเรียบ
  • ผิวอ่อนนุ่ม ชุ่มชื้น ฉ่ำวาว
  • ผิวสดใส เปล่งปลั่ง ชะลออายุผิว
  • เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ ตั้งแต่ 2-3 วันแรก
  • เห็นผลชัดเจนใน 1-2 เดือน
  • พบว่าในบางราย ฝ้าสามารถจางลงได้
  • ใช้เวลาทำ 30 นาที
  • ควรรับบริการทุกๆ 6 เดือน – 1 ปี